Best Rate Guarante

(4 - 12 years.)

ท่องเที่ยวในเชียงราย

เที่ยวชมวัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อาจารย์จึงได้สร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลที่ 9  โดยปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้

ลักษณะเด่นของวัด

คือพระอุโบสถที่ตกแต่งด้วยสีขาวเป็นพื้น ประดับด้วยกระจกแวววาววิจิตรงดงามแปลกตา บนปูนปั้นเป็นลายไทย โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก เหนืออุโบสถที่ประดับด้วยสัตว์ในเทพนิยาย เป็นรูปกึ่งช้างกึ่งวิหคเชิดงวงชูงา ดูงดงามแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถก็เป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง

วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.30 – 18.00 น.

ห้องแสดงภาพ : เปิดให้เข้าชมวันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 17.30 น. วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00 – 18.00 น.

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

บ้านดำ หรือ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ตั้งอยู่ที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย สร้างขึ้นโดย อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ที่มีฝีมือทางด้าน จิตรกรรม ปฏิมากรรม ได้สร้างงานด้านศิลปะไว้มากมาย ทั้งทางด้านภาพเขียน และ ด้านปฏิมากรรม หลายชิ้น ลักษณะ ของ บ้านดำจะเป็นกลุ่มบ้าน ศิลปะแบบล้านนา ทุกหลังทาด้วยสีดำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “บ้านดำ” และยังเป็นสีที่ อ. ถวัลย์โปรดปราน อีกด้วย ในบ้านแต่ละหลังจะประดับด้วยไม้แกะสลักที่มีลวดลายงดงาม นอกจากไม้แกะสลักแล้วยังประดับด้วยเขาสัตว์ เช่น เขาควาย เขากวาง และยังมีกระดูกสัตว์ เช่น กระดูกช้าง เป็นต้น 

ภายในบริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศร่มเย็นสบาย โดยในบริเวณบ้านประกอบไปด้วยบ้านทั้งหมด 36 หลัง ที่มีลักษณะ แตกต่างกันไป ซึ่งบ้านเหล่านี้ไม่ได้สร้างไว้สำหรับอยู่อาศัยแต่สร้างไว้สำหรับเก็บสิ่งของสะสมต่าง ๆ ของอาจารย์ถวัลย์ นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งหลังที่ยังสร้างไม่เสร็จ คือพิพิธภัณฑ์ที่ใช้แสดงผลงานของอ.ถวัลย์ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีลวดลายแกะสลักที่ สวยงามอย่างยิ่งนับว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์และศิลปะแบบล้านนาที่ทรงคุณค่าและ ควรอนุรักษ์  เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ปิดเข้าชมช่วงเวลา 12.00-13.00 น.

 

โครงการพัฒนาดอยตุง

โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ๑๑,๐๐๐ คนจาก ๖ ชนเผ่า ท่ามกลางความแห้งแล้งและความเป็นอยู่แร้นแค้นที่ดอยตุงเมื่อปี ๒๕๓๑ ชาวบ้านที่ดอยตุงต้องหาทางรอดด้วยการประกอบอาชีพผิดกฎหมาย เช่น การทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น และค้าประเวณี แต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเล็งเห็นถึงต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวว่าเกิดจากความยากจน และการขาดโอกาสในชีวิต มีพระวิสัยทัศน์ให้คนดอยตุงสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างพึ่งพาอาศัย การดำเนินโครงการจึงเป็นไปในรูปแบบ “ปลูกป่า ปลูกคน” หรือการแก้ปัญหาความยากจนที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง และยึดหลักความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับความมั่นคงทางสังคม และความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

การปลูกป่าที่ดอยตุง คือ จุดเริ่มต้นแห่งการคืนความสมบูรณ์จากสภาพป่าเขาที่เสื่อมโทรม พื้นดินที่หมดสภาพ ลำธารที่แห้งเหือด ปัจจุบันกลายเป็นป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ป่าเศรษฐกิจ และป่าใช้สอยในสัดส่วนที่พอเหมาะเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนบนดอยตุงควบคู่กับการปลูกป่า คือ การปลูกคนให้พึ่งพาตนเองได้และพัฒนาชุมชนต่อไป มีการสร้างงานและอาชีพหลากหลายสำหรับคนที่มีความถนัดต่างกัน เช่น การปลูก แปรรูปกาแฟและแมคคาเดเมีย การผลิตงานหัตถกรรม งานบริการ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเกษตรภูมิทัศน์ เป็นต้น สำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้นำในอนาคตนั้น โครงการพัฒนาดอยตุงฯ พัฒนาการศึกษาในโรงเรียนรวม ๘ แห่งเพื่อสร้างพลเมืองที่ดี ให้มีภูมิคุ้มกัน พัฒนาตนเองและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง 

เมื่อปี ๒๕๔๖ สำนักงานควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้ยกย่องหลักการพัฒนาของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดปริมาณการปลูกพืชเสพติดและแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

 

สวนแม่ฟ้าหลวง

สวนแม่ฟ้าหลวง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) ประกอบไปด้วยสนามหญ้าและสวนดอกไม้ ไม้ประดับลดหลั่นไปตามไหล่เขา บนพื้นที่ราว 30 ไร่ หน้าพระตำหนักดอยตุง ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย ซึ่งเดิม เป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญและเป็นที่พักของกองคาราวานฝิ่น น้ำยาทำเฮโรอีน และอาวุธสงคราม แต่ในปัจจุบัน สร้างสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี ที่ต้องการให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ ได้เห็นไม้ดอกเมืองหนาว

ไม้ดอก ไม้ประดับที่นำมาตกแต่ง ปลูกและเลี้ยงดูโดยชาวบ้านในโครงการฯ เป็นการพัฒนาทักษะฝีมือทางการเกษตร และสร้างงานให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ดี สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และยังเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม มาสู่พื้นที่ปีละหลายล้านบาท

สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ

สวนบนยอดสูงสุดของเทือกเขานางนอน ๑,๕๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ริมชายแดนไทย-เมียนมาร์ ที่นี่ครั้งหนึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงฝิ่นข้ามแดน ปัจจุบันผู้มาเยือนจะได้อยู่ในโอบล้อมของธรรมชาติ และกลิ่นอายต้นสนในพื้นที่กว้างใหญ่ ๒๕๐ ไร่ รายล้อมด้วยนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) และเสี้ยวดอกขาวออกดอกกระจ่างตา ในสวนรวบรวมพันธุ์กุหลายพันปีหลากสี หลายสายพันธุ์ จากเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย กล้วยไม้ป่า เช่น เอื้องตาเหิน เอื้องเงิน ม่อนไข่ ผลิดอกอยู่ตามต้นและกิ่งไม้ใหญ่ “ธารน้ำพระทัย” น้ำผุดที่รินไหลสู่เบื้องล่าง จากสวนยอดดอยนี้ยังมองเห็นป่าเขียวชอุ่มของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ทิวเขาสลับซับซ้อนในสหภาพพม่า แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และแผ่นดินไทยเป็นทัศนียภาพของสามเหลี่ยมทองคำที่งดงาม

สามเหลี่ยมทองคำ

สามเหลี่ยมทองคำ หมายถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย) ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (ท่าขี้เหล็ก, รัฐฉาน) มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค นอกจากนี้สามเหลี่ยมทองคำยังมีทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก เดิมสามเหลี่ยมทองคำเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย

วัดร่องเสือเต้น

วัดร่องเสือเต้น ตั้งอยู่ ในตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ฝั่งด้านซ้ายทางทิศตะวันออกของเทศบาลนครเมืองเชียงราย ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดร้าง ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่และให้ชื่อว่า “วัดร่องเสือเต้น” เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในบริเวณบ้านร่องเสือเต้น จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุด “วิหารร่องเสือเต้น” ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 แล้วเสร็จเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2559 เวลาสร้างร่วม 10 ปี ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย ฝีมือของศิลปินชาวพื้นบ้าน นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิษย์และลูกมือของ อาจารย์เฉลิมชัย ผู้สร้างวัดร่องขุน ตัววิหารได้ถูกสร้างด้วยศิลปะแนวศาสนาศิลป์ร่วมสมัย แฝงไว้ด้วยคติธรรมของพระพุทธองค์ นอกจากตัววิหารแล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐาน "พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีห้าพระองค์" ซึ่งมีความสูง 20 เมตร โดยยอดขององค์พระธาตุได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ จากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงฆปรินายก เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

ไร่สิงห์ปาร์ค

ไร่บุญรอด เป็นไร่ของบริษัท บุญรอด ผู้ผลิตเบียร์สิงห์ เส้นทางเดียวกับวัดร่องขุน อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตรแห่งใหม่ ภายในไร่บุญรอดนอกจากจะมีแปลงปลูกข้าวบาร์เลต์ของเบียร์สิงห์ซึ่งอยู่ด้านหน้าแล้ว ยังมีพื้นที่เกษตรกรรม และไร่ชากว่า 600 ไร่ 

ไร่บุญรอด ปลูกพืชหลายชนิดตามความเหมาะสมกับสภาพดิน ทั้งไม้ผล อาทิ พุทรา มะเฟือง สตอเบอรี่ มะเขือเทศ ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง กระท้อน พืชสวนมีชาพันธุ์อู่หลง มะนาว หม่อน ส่วนพื้นที่ราบจะปลูกพืชไร่ที่มีชื่อเสียง เช่น ข้าวบาร์เลย์ และข้าว และพืชผัก เช่น บร็อกโคลี่ ฟาร์มเห็ดหอม และการทำฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงวัวนม เป็นต้นรวมทั้งแปลงเกษตรผสมผสาน และพื้นที่จัดสวนดอกไม้ นานาพรรณ ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ

นอกจากนี้ยังสามารถชมทัศนียภาพอันงดงามในบรรยากาศแห่งขุนเขาเมืองเหนือ ชมพระอาทิตย์ยามเย็นก่อนลับขอบฟ้า และรับประทานอาหารอร่อยได้ที่ ร้านอาหารภูภิรมย์ บนจุดชมวิว 360 องศา อีกด้วยมีร้านกาแฟเบอเกรี่ ซึ่งตั้งอยู่ทางเข้าไร่ และ ร้านค้าขายผลิจภัณฑ์ที่มาจากไร่ ไม่ว่าจะเป็น ชา ไวน์ มะเฟือง และมะเขือเทศ การท่องเทียวไร่บุญรอด ทางไร่จะมีรถนำเที่ยวแบบฟาร์มทัวร์ อัตราค่าบริการคนละ 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบฟรี ใช้เวลาการ ชมประมาณ 45- 50 นาที รอบเช้าเที่ยวแรกประมาณ 09.30 น. รอบบ่าย 12.30 น. รอบสุดท้าย 17.00 น. ในส่วนของฟาร์มทัวร์จะปิดตั้งแต่เดือนมี.ค. - ต.ค. และจะเปิดให้บริการในช่วงหน้าหนาว พ.ย. - ก.พ. แต่ร้านอาหารภูภิรมย์เปิดให้บริการปกติ 

พระตำหนักดอยตุง

พระตำหนักดอยตุงเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2531 บนยอดดอยที่แห้งแล้ง เนื่องจากชาวบ้านบุกรุกทำลายป่าในการขยายพื้นที่ทำกิน ปลูกฝิ่น โดยพระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” พื้นที่พระตำหนัก เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ทำสัญญาเช่าระยะยาว ทั้งๆ ที่กรมป่าไม้ตั้งใจจะถวาย เนื่องจากเป็นเขตป่าสงวน และพระองค์ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนไทยทั่วไป

        พระตำหนักดอยตุง สร้างจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ออกแบบผสมผสานระหว่างชาเล่ต์ สไตล์สวิส กับสถาปัตยกรรมล้านนา ตกแต่งภายนอกด้วยปีกไม้ ซึ่งเป็นไม้สักขนาดเล็กที่ได้จากการทอนไม้ที่ไม่ได้ขนาดในสวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เพื่อให้ไม้สักที่เหลือเจริญเติบโตแข็งแรง ได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ภายในพระตำหนักบุผนังด้วยไม้สนจากลังไม้ที่ใส่เครื่องมือและอุปกรณ์ขนาดใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนพื้นเป็นไม้สักทองที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้น้อมเกล้าฯ ถวาย การสร้างพระตำหนักจึงเป็นตัวอย่างของการรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า

      ตัวอาคารชั้นบนแยกเป็น 4 ส่วน ส่วนที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ส่วนท้องพระโรงและห้องประกอบพระกระยาหาร ส่วนที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และส่วนที่พักของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ การตกแต่งภายในเป็นไปอย่างเรียบง่าย สง่างาม เน้นประโยชน์ใช้สอยอย่างพอดี สะท้อนลักษณะอุปนิสัย และการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ลักษณะเด่นของพระตำหนัก คือ เพดานท้องพระโรง ที่แกะสลักเป็นกลุ่มดาวต่างๆ ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเลือก และตรงกลางสลักเป็นกลุ่มดาวในสุริยะจักรวาลเรียงตามองศาในวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ และฝังดวงไฟให้กำลังแสงตามขนาดที่ได้สัดส่วนตามจริง โดยการคำนวณ และออกแบบโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย

ดอยตุง ทรีท็อป วอล์ค

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ล่าสุดของสวนแม่ฟ้าหลวง คือ Doi Tung Tree Top Walk เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ด้วยทางเดินเรือนยอดไม้ ยาว 295 เมตร และสูงกว่า 30 เมตรจากพื้นดิน ท่ามกลางป่าร่มรื่นและพรรณไม้ในสวนแม่ฟ้าหลวง เปิดบริการตั้งแต่ 08.30-17.00 น. ราคาท่านละ 150 บาท

ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง ตั้งอยู่ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนฮ่อ แห่งกองพล 93 ที่ตั้งหลักแหล่งบนดอย แห่งนี้มานาน ปัจจุบันชุมชนชาวจีนบนดอยแม่สลอง มีชื่อว่า หมู่บ้านสันติคีรี ตั้งอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล เฉลี่ย 1,200 ม. มีทัศนียภาพที่สวยงามและอากาศ เย็นสบายตลอดปี รายได้หลักมาจากการปลูกชาอู่หลง เมื่อปี พ.ศ.2515 ครม.มีมติรับทหารจีนคณะชาติให้อาศัยในแผ่นดินไทย อย่างเป็นทางการยุติการค้าฝิ่น ปลดอาวุธและหันมาทำ อาชีพเกษตรกรรม โดยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกสนสามใบ เพื่อทดแทนป่าชุมชนบน ดอยแม่สลองได้ชื่อใหม่ เป็นบ้านสันติคีรีมีการออกบัตรประชาชนให้เมื่อปี พ.ศ.2521 ดอยแม่สลองคืนสู่ความสงบ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญนับแต่นั้นมา

หอฝิ่น

ศูนย์ศึกษาวิวัฒนาการยาเสพติด หอฝิ่น เกิดขึ้นจากพระราชปรารภของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยจัดสร้างหอฝิ่น ในพื้นที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยค้นคว้า ราบรวมข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่น หอฝิ่นจึงเป็นดอกผลแห่งแรงบันดาลใจในการสืบสานแนวพระราชดำริสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำเร็จเรียบร้อยสมบูรณ์และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2548 หอฝิ่น จัดเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของฝิ่น และสารเสพติดที่ได้จากฝิ่น สงครามฝิ่น ขบวนการค้ายาเสพติด ที่ซับซ้อนอยู่ในทุกส่วนของโลกสารเสพติดอื่นๆ ผลกระทบของสารเสพติดต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และต่อบุคคล ผู้เข้าชมได้มีปฏิสัมพันธ์ สัมผัส ตระหนักถึงมหันตภัย เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อปัญหาจากฝิ่นและสารเสพติด ได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้และร่วมกันแก้หรือควบคุมปัญหายาเสพติด ตลอดจนนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง หอฝิ่น จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ให้ข้อคิดเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและองค์การสหประชาชาติ ได้ลบชื่อประเทศไทยออกจากรายนามประเทศที่มีการปลูกฝิ่นติดอับดับโลกนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา